วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561

สรุปย่อวิชานิติปรัชญา ตอนที่ 1

สำนักความคิดในทางกฎหมายธรรมชาติ  (School of Natural Law)
1.  ความหมาย
               
          กฎหมายธรรมชาติ หมายถึง กฎหมายซึ่งเกิดจากธรรมชาติมีอยู่แล้วในธรรมชาติและมีอำนาจบังคับตามธรรมชาติ  และด้วยเหตุที่ธรรมชาติย่อมเป็นสิ่งสากล และอยู่เหนือมนุษย์ สำนักความคิดนี้จึงเชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติอยู่เหนือกฎหมายของมนุษย์ และใช้ได้ไม่จำกัดเวลาหรือสถานที่
                โดยทั่วไปแล้ว สาระสำคัญของกฎหมายธรรมชาติอยู่ที่ข้อพิจารณาคุณค่าของการกระทำว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด คำว่า “ถูก” หรือ “ผิด” ในที่นี้หมายถึงคุณค่าทางจริยธรรม
                สำหรับคำว่า “ธรรมชาติ” (nature) นั้น ปรัชญาเมธีแต่ละคนต่างมีความเห็นต่างกันออกไปดังนี้
                (1) เดิมเข้าใจว่าธรรมชาติก็คือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เช่น ความร้อย แสงสว่าง นั่นเอง
                (2)  ต่อมาเริ่มมีผู้นำความคิดเรื่องธรรมชาติไปปะปนกับคตินิยมทางศาสนาและลัทธิต่าง ๆ จึงเกิคความคิดขึ้นว่าธรรมชาติคือพระผู้เป็นเจ้า
                (3)  ในที่สุดก็ได้มีผู้เห็นว่าธรรมชาตินั้นคือความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีของมนุษย์เอง เช่น การที่รัฐออกกฎหมายมากดขี่ย่มเหงประชาชน โดยเก็บภาษีสูงหรือวางบทลงโทษที่ทารุณโหดร้ายนั้นย่อมขัดต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือความเป็นธรรมในสายตาของคนทั่วไป กฎหมายของมนุษย์นั้นจึงขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ

2.  กำเนิดและวิวัฒนาการ
             
               ความคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติมีเค้าเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยกรีก ดังจะเห็นได้จากบทละครของโสโฟคลีส (Sophocles) เรื่องแอนติโกนี (Antigone) ซึ่งแต่งขึ้นในสมัยกรีกเพื่อประชดสังคมและพรรณนาความคิดเห็นทางกฎหมายและการเมืองของปรัชญาเมธีในสมัยนั้น บทละครเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ตอนพระเจ้าศรีออน (Creon) ประกาศใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ต่อมาแอนติโกนีนางเอกของเรื่องได้คัดค้านกฎหมายของพระเจ้าศรีออนใช้กฎหมายฉบับหนึ่ง ต่อมาแอนติโกนีนางเอกของเรื่องได้คัดค้านกฎหมายของพระเจ้าศรีออนเพราะถือว่าขัดกับกฎธรรมชาติและสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ แอนติโกนีทอุทธรณ์ว่าพี่ชายของเธอควรได้รับการปลงศพอย่างสมเกียรติ พระราชาไม่มีสิทธิห้ามญาติมิตรไปร่วมพิธีปลงศพผู้ตาย เนื้อเรื่องบทละครดังกล่าวเป็นเรื่องแปลและผิดสมัยอย่างยิ่ง เพราะชาวกรีกไม่ยอมรับทฤษฎีที่ว่ามีกฎหมายอื่นใดสูงไปกว่ากฎหมายของทางการบ้านเมืองอีก
                แนวความคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติ (natural law) เป็นผลพลอยได้จากแนวความคิดเรื่องสิทธิธรรมชาติ (natural right) ปรัชญาเมธีในอดีตคิดค้นและกล่าวอ้างเรื่องสิทธิธรรมชาติขึ้นเพื่ออ้างชัยชนะหรือสถานะที่เหนือกว่าสิทธิตามกฎหมาย เช่น กฎหมายให้สิทธิเสรีภาพในระดับหนึ่ง แต่ปรัชญาเมธีกลับเห็นว่าสิทธิเสรีภาพในระดับนี้น้อยเกินไปควรมีมากกว่านี้ ครั้นจะอ้างสิทธิเสรีภาพในตัวบทกฎหมายอื่นใดก็เป็นอันหมดสิ้น ไม่มีให้อ้างอีกแล้ว ในที่สุดจึงต้องอ้าง “สิทธิธรรมชาติ” ซึ่งกล่าวว่าเกิดขึ้น และมีอยู่ตามธรรมชาติ กล่าวคือเกิดเอง มีมาเอง โดยไม่มีผู้ใดสร้างขึ้น และไม่ว่ามนุษย์จะไปเกิดอยู่ที่ใด เวลาใดสิทธิดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่เป็นนิรันดร ครั้นนานเข้าเมื่อมีสิทธิธรรมชาติได้ก็มีหน้าที่ตามธรรมชาติ และคุณค่าต่าง ๆ ตามธรรมชาติเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสาระของกฎหมายธรรมชาติ
                เปลโต้ (Plato) เป็นปรัชญาเมธีคนแรกที่กล่าวอ้างถึงสิทธิธรรมชาติ แม้ไม่อาจเรียกได้ว่า เปลโต้เป็นนักกฎหมายธรรมชาติคนแรกก็ตาม ในหนังสือเรื่อง “อุตมรัฐ” และ “กฎหมาย” เปลโต้ได้กล่าวถึงสิทธิธรรมชาติในความหมายว่า “สิ่งซึ่งถูกต้องเป็นธรรม” (something which is by nature just) เปลโต้ให้บทวิเคราะห์ศัพท์คำว่า “ความถูกต้องเป็นธรรม” (justice) ว่าหมายถึง                การประพฤติปฏิบัติกิจของตนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
                ด้วยเหตุนี้ สิทธิธรรมชาติจึงเป็นสิทธิที่ถูกต้องเป็นธรรมหรือควบคุมความประพฤติและการปฏิบัติกิจของมนุษย์ให้เป็นระเบียบและเรียบร้อย แนวความคิดนี้มีส่วนสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับ จริยศาสตร์มากกว่านิติศาสตร์ จึงมีผู้กล่าวว่าแม้เปลโต้จะกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้แต่ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของเรื่องสิทธิธรรมชาติ ดังที่เข้าใจกันในเวลาต่อมา
                ปรัชญาเมธีคนต่อมาที่กล่าวถึงสิทธิธรรมชาติไว้ค่อนข้างใกล้เคียงกับความเข้าใจในปัจจุบัน คือ อริสโตเติล (Aristotle) ในหนังสือเรื่อง “จริยศาสตร์” (Ethies หรือ Nicomachean Ethics) อริสโตเติลได้อธิบายว่า สิทธิธรรมชาตินั้นมีอยู่จริง และเป็นสิทธิที่สถิติอยู่ทุกแห่งหน ทั้งปรากฎอยู่โดยไม่ต้องมีโองการหรือประกาศใด  (Natural right is that right which has everywhere the same power and does not owe its validity to human enactment) อริสโตเติลกล่าวต่อไปว่า สิทธิตามกฎหมายบ้านเมือง (positive right) อาจมีมากหรือน้อยสุดแท้แต่ว่าเป็นอาณาจักรใด ปกครองด้วยระบบใด เช่น ประชาธิปไตยหรือคณาธิปไตย แต่สิทธิธรรมชาติย่อมเป็นสากลและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในทุกอาณาจักรและทุกระบบการปกครอง
                แนวความคิดเรื่องกฎหมรยธรรมชาติเริ่มเป็นระเบียบและวางรากฐานเป็นครั้งแรกในปลายสมัยกรีก เมื่อพวกสตออิค (Stoic) รุ่งเรืองขึ้น จนแผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในโรมนักปรัชญาโรมันในสมัยนั้น ยอมรับความคิดนี้โดยมุ่งจะใช้เป็นข้อต่อรองหรือทุ่มเถียงกับผู้ปกครอง ซึ่งก้าวล่วงสิทธิของพลเมือง ซิเซโร (Cicero) เป็นนักปรัชญาคนสำคัญซึ่งอธิบายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ “กฎหมาย” (Laws) “สาธารณรัฐ” (Republic) “ธรรมชาติของพระเจ้า” (On the Nature of the Gods) และ “ความสิ้นสุดของความดีและสิ่งเลวร้าย” (On the End of the Good and Bad Things)
                ไกอุส (Gaius) เป็นปรัชญาเมธีคนต่อมาที่กล่าวถึง “กฎหมายอันเป็นสากล” (Jusgentium) ซึ่งคงหมายถึง “กฎหมายธรรมชาติ” (Jus naturale) นั่นเอง แนวความคิดนี้มีอิทธิพลมากต่อการจัดทำประมวลกฎหมายของพระเจ้าจัสติเนี่ยนในเวลาต่อมา
                คำว่า “Jus gentium” แปลว่า กฎหมายของประเทศต่าง ๆ (Law of nations) ซึ่งหมายถึงหลักกฎหมายที่นานาประเทศยอมรับนับถือว่าเป็นธรรมนั่นเอง หลักกฎหมายนี้คงตรงกับหลัก “equity” ในกฎหมายอังกฤษ “Jus gentium” ตรงกันข้ามกับคำว่า “Jus civile” ซึ่งหมายถึงกฎหมายที่บังคับใช้แก่พลเมืองในรัฐเท่านั้น ฉะนั้นในทรรศนะของปรัชญาเมธีชาวโรมัน “Jus civile” ย่อมแตกต่างกันไปตามรัฐต่าง ๆ ในขณะที่ “Jus gentium” ย่อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วไป นักปรัชญาในสมัยต่อมานิยมอ้างว่า “Jus gentium” คือกฎหมายธรรมชาติเพราะมีลักษณะเป็นสากล ส่วน “Jus civile” คือกฎหมายบ้านเมืองเพราะมีลักษณะเฉพาะ แต่บางครั้งก็ตีความกันไปว่า “Jus gentium” คือกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วน “Jus civile” คือกฎหมายภายใน
                ในสมัยกลางคริสต์ศาสนาเริ่มรุ่งเรืองขึ้น ศูนย์กลางของคริสต์ศาสนาอยู่ที่กรุงโรมซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา (Pope) พระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 7 เป็นปรัชญาเมธีคนแรกที่กล่าวอ้างถึงกฎหมายธรรมชาติว่ามีอยู่จริง แต่เป็นกฎหมายตามคำสอนในทางคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิกายโรมันคาธอลิค กล่าวอีกนัยหนึ่งคำว่า “ธรรมชาติ” (nature) ในที่นี้ก็คือ “พระผู้เป็นเจ้า” (God) นั่นเอง
                นักบุญโธมัส อไควนัส (St. Thomas Aquinas) เป็นปรัชญาเมธีทางกฎหมายธรรมชาติที่สำคัญอีกผู้หนึ่ง นักบุญผู้นี้อธิบายปรัชญากฎหมายธรรมชาติอย่างละเอียดชัดเจนที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน อไควนัส กล่าวว่ากฎหมายของมนุษย์ที่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมายธรรมชาติย่อมไม่มีสภาพบังคับอย่างกฎหมาย (A human law that disagrees with natural law does not have the force of law) อไควนัสยืนยันในความคิดเห็นของพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 7 ที่ว่ากฎหมายธรรมชาติคือกฎหมายของพระผู้เป็นเจ้า โดยอธิบายว่า บัญญัติสิบประการในคริสต์ศาสนาเป็นแม่บทของกฎหมายทั่วโลกหรือเป็นบทบัญญัติสากล กล่าวได้ว่า อไควนัสเป็นผู้นำเอาทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติเข้ามารวมกับหลักธรรมในทางคริสศาสนา และได้วางรากฐานเป็นปึกแผ่นนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
                ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติเป็นที่นิยมกันมาก และถูกนำมาสนับสนุนความเห็นของผู้อ้างมาก นับแต่สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) เป็นต้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการก่อการปฏิวัติเพื่อล้มล้างอำนาจอธรรมของประมุข ไม่ว่าในอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1776 ในฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1789 หรือในรุสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1917 ก็ตาม

3.  ลักษณะของกฎหมายธรรมชาติ
                ตามที่ได้อธิบายมาข้างต้นนี้อาจกล่าวได้ว่ากฎหมายธรรมชาติมีลักษณะดังนี้คือ
(1)    กฎหมายธรรมชาติใช้ได้โดยไม่จำกัดเวลา
(2)    กฎหมายธรรมชาติใช้ได้โดยไม่จำกัดสถานที่
                (3)  กฎหมายธรรมชาติอยู่เหนือกฎหมายของรัฐ ถ้ารัฐออกกฎหมายขัดแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ กฎหมายนั้นก็ใช้บังคับไม่ได้
                จะเห็นได้ว่าคำอธิบายลักษณะของกฎหมายธรรมชาติค่อนข้างเป็นเรื่องอุดมคติ แต่จุดมุ่งหมายของคำอธิบายลักษณะดังกล่าวคือ ต้องการแสดงว่ากฎหมายธรรมชาติเป็นสัจจธรรมและอยู่ได้ทุกกาลเวลา เช่น การฆ่าคนย่อมขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ ไม่ว่าในประเทศใดและในสมัยใด เป็นต้น
             

4.  เนื้อหาสาระของกฎหมายธรรมชาติ
                ดังได้กล่าวแล้วว่ากฎหมายธรรมชาติว่าด้วยเรื่องความถูกต้องและความผิดซึ่งเป็นคุณค่าทางจริยธรรม เช่นกฎหมายของรัฐว่าด้วยเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง (unjust) หรือการกระทำของรัฐบาลในเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เป็นต้น ส่วนที่ว่าจะวัดได้อย่างไร หรือทราบได้อย่างไรนั้นคำตอบย่อมมีว่าต้องใช้มาตรฐานหรือกฎทางธรรมชาติมาเป็นเครื่องวัด ปัญหาต่อไปมีว่าแล้วกฎธรรมชาติอยู่ที่ไหน ข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับความเข้าใจว่า “ธรรมชาติ” คืออะไร เนื้อหาสาระของกฎหมายธรรมชาติ จึงแตกต่างออกไปตามความเชื่อในเรื่อง “ธรรมชาติ” เช่น ผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติเกิดจากพระผู้เป็นเจ้า ย่อมเชื่อในเรื่องกฎเกณฑ์การบังคับบัญชาหรือการปกครองโดยผู้มีอำนาจสูงกว่า ส่วนผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติเกิดจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ย่อมเชื่อในหลักความเสมอภาคและเสรีภาพ หรือผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติเกิดจากพระผู้เป็นเจ้าย่อมถือว่าการหย่าขาดจากการสมรสเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ผู้ที่เชื่อในหลักความเสมอภาคและเสรีภาพ หรือผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติเกิดจากพระผู้เป็นเจ้าย่อมถือว่าการหย่าขาดจากการสมรสเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่ผู้ที่เชื่อว่ากฎหมายธรรมชาติเกิดจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ย่อมถือว่าการหย่าขาดจากการสมรสเป็นเจตนารมณ์อิสระ (free will) ของมนุษย์ และพึงกระทำได้โดยใจสมัครดังนี้เป็นต้น ความแตกต่างกันในเรื่องความเชื่อเหล่านี้มีอิทธิพลมากต่อระบบกฎหมายของแต่ละประเทศ เช่น ในอิตาลี สเปน และกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ซึ่งชนส่วนใหญ่นับถือคริสศาสนนิกายโรมันคาธอลิค
                สำนักความคิดทางกฎหมายธรรมชาติมีอิทธิพลมากในสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างการประกาศอิสรภาพ ในปี ค.ศ. 1776  ดังเห็นได้จากการที่ปรัชญาเมธีหลายคนในขณะนั้นต่างเป็นนักนิยมกฎหมายธรรมชาติทั้งสิ้น เช่น เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson0 แมดิสัน (James Madison) มาร์แชล (John Marshall) เป็นต้น แม้ในคำประกาศอิสรภาพเองก็ยังเท้าความถึงสิทธิตามธรรมชาติ และกฎหมายธรรมชาติ ดังเห็นได้จากข้อความที่ว่าชาวอาณานิคมในดินแดนอเมริกา ถือว่าเป็นสิทธิโดยชอบธรรมตามธรรมชาติในอันที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจอันอยุติธรรมของกษัตริย์อังกฤษ และขอความเห็นใจจากประเทศทั้งหลาย ว่าที่ต้องก่อการดังนี้ เพราะเป็นภาวะที่สุดแสนจะทนทานจริง ๆ
                ในปัจจุบัน แม้จะไม่มีรัฐใดยอมรับในความมีอำนาจสูงสุดของกฎหมายธรรมชาติ (The supremacy of natural law) เพราะถ้ายอมรับเช่นนั้นแล้วจะทำให้คริสต์ศาสนาหรือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์บางกลุ่มหรือบางคนมีอิทธิพลเหนือกฎหมายของรัฐ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ได้มีความคิดขึ้นว่า แม้กฎหมายธรรมชาติจะไม่มีอยู่จริง หรือมีอยู่แต่ในทางทฤษฎีเท่านั้นก็ตาม แต่ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติก็ไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างน้อยที่สุดก็สามารถใช้ต่อรองกับผู้ปกครองไม่ให้ทำการเกินขอบเขตไปได้บ้าง ในที่สุดจึงเห็นกันว่า ควรจะมีหลักเกณฑ์กลาง ๆ สำหรับรัฐและประชาชนทั้งหลายให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบเดียวกัน แหลักเกณฑ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความสมัครใจของรัฐและประชาชนทั้งหลายเอง

Cr / http://tayucases.blogspot.com/2011/02/blog-post_1108.html

วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561

การทำเรื่องขอจบ คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง


การขอจบ นิติฯราม
(ถ้าตกหล่นต้องขออภัย เรียบเรียงจากความจำ)
1.เมื่อเกรด เทอมสุดท้ายประกาศที่บอร์ด (ต้องระบุด้วยว่าขอจบ..แต่ถ้าไม่ได้ระบุตอนลทะเบียนเทอมสุดทัาย ก็ไม่เป็นอะไร สามารถไปแก้ไขทีหลังได้)
2.ให้ติดต่อที่คณะ เพื่อยื่นเรื่องขอจบ โดยต้องเตรียมดังนี้
2.1.รูปถ่าย ชุดนักศึกษา 3 รูป (เขียนชื่อ นามสกุลด้านหลัง)
( แนะนำร้านจักรวาลอยู่หน้ารามขึ้นสะพานลอยตรงข้ามซอย 53 ลงมาแล้วลงบันไดซ้ายเดินมาเรื่อยๆก็จะเจอครับถ่ายเสร็จรอประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงที่มีเวลานั้นให้ไปดำเนินเรื่องภายในมหาลัยตามข้อที่ 2.2-2.5 แล้วค่อยไปรับรูปถ่ายเพื่อไปดำเนินการตามข้อถัดไปครับ )
2.2. ใบบันทึกภาวะการมีงานทำ ไปกรอกที่ลิงค์นี้ และพิมพ์ออก ( แนะนำให้ทำมาจากบ้านเพื่อความรวดเร็วกว่าทำที่มหาลัย ) http://www.mis.ru.ac.th/policy/std/Login_Graduate.jsp ( ลิ้งค์เว็บ )
2.3 สำเนาใบเสร็จลงทบ.เรียน 3 ภาคเรียนย้อนหลัง (รวมเทอมซ่อมด้วย)
2.4 สำเนาบัตรประชาชน (เซนต์สำเนาถูกต้อง)
2.5 สำเนาบัตรนักศึกษา (เซนต์สำเนาถูกต้อง)
2.6 ใบเสร็จที่ชำระเงิน @กองคลัง ตึกอธิการบดี สำหรับรับรองนักศึกษา
3.เขียนคำร้องขอแจ้งจบ (แบบฟอร์มอยู่ชั้น2 ตึกคณะ)
และแนบเอกสารในข้อ2 ยื่นไปพรัอมกัน
4.รอรับใบรับรองคณะ ตามนัด (ประมาน2-3สัปดาห์)
5.ระหว่างนี้ เช็คที่ http://approve.ru.ac.th/ เพื่อตรวจสอบรายชื่อที่สภาอนุมัติ และตรวจสอบขั้นตอนการขอจบการศึกษาไปด้วย
http://e-service.ru.ac.th:8088/e_services/frm.php
6.เมื่อสภาอนุมัติรายชื่อผู้สำเร็จการศึกษา ให้จำครั้งที่และลำดับที่ เพื่อ...
7.ยื่นขอรับใบรับรองสภา โดยต้อง
7.1 ชำระเงิน @กองคลัง ตึกอธิการบดี (ประมาน1200-1300฿)
7.2 นำใบเสร็จดังกว่าไปยื่น ช่อง5 ตึก สวป.ชั้น1 พร้องทั้ง
-รูปถ่ายชุดครุย 2นิ้ว 2รูป
-สำเนาบัตรนักศึกษา
7.3 รวมทั้งกรอกเอกสารอีก2ฉบับ เพื่อขอรับ ทรานสคริป และ ใบรับรองสภา
8.รอตามนัด (7วันโดยประมาณ) ได้ใบรับรองสภา และ ทรานสคริป


วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สรุปพระราชบัญญัติ 5 ฉบับที่ใช้สอบท้องถิ่น 60


1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
https://drive.google.com/file/d/0B9bMgznFvPhITUFpVVhiN1lobDA/view?usp=sharing

2. พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540
https://drive.google.com/file/d/0B9bMgznFvPhIMzNjWThybTYyY1U/view?usp=sharing

3. พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537
https://drive.google.com/file/d/0B9bMgznFvPhIeVpWZGQxcm1sYnM/view?usp=sharing

4. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารเมืองพัทยา พ.ศ.2542
https://drive.google.com/file/d/0B9bMgznFvPhIY0wwT3pLN3V5b0U/view?usp=sharing

5. พระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496
https://drive.google.com/file/d/0B9bMgznFvPhIT3FJbGZvdzJVU3c/view?usp=sharing

( เข้ากลุ่มปรึกษาด้านรัฐศาสตร์ที่ลิ้งค์นี้ )
https://www.facebook.com/groups/radtasadrampurnreen/?fref=mentions

( เข้ากลุ่มปรึกษาด้านนิติศาสตร์ที่ลิ้งค์นี้ )
https://www.facebook.com/groups/1505810563066366/

วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

จากยามสู่นิติกร


( จากยามสู่นิติกร )

   ครอบครัวมีปัญหา พ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังแบเบาะ ตอนเด็กๆแม่ทำงานก่อสร้าง พอหลังเลิกเรียนช่วงค่ำๆผมกับแม่จะไปเดินขายมะม่วงตามบาร์ที่พัทยา พอโตขึ้นหน่อยผมก็ไปทำงานร้านขายของส่งได้วันละ 50 บาท แต่ช่วงปิดเทอมแม่จะให้ไปบวชเณรภาคฤดูร้อนทุกปีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเรียนทางธรรมไปด้วย พอขึ้นมัธยมผมก็ไปทำงานเซเว่นหลังเลิกเรียน ได้ชั่วโมงละ 25 บาท หลังจากจบมัธยมปลายก็ไม่ได้แอดมิสชั่นเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนเลยเพราะค่าใช้จ่ายสูง จึงมาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ไม่รู้จะเรียนคณะอะไรดี จึงตัดสินใจเลือกคณะนิติศาสตร์เพราะทำอาชีพได้หลากหลาย ระหว่างนั้นผมทำงานเป็นยาม เข้างาน 1 ทุ่ม เลิก 6โมงเช้า ระหว่างทำงานก็แอบเอาหนังสือไปอ่านด้วย ต้องแอบอ่านเพราะเจ้านายเป็นชาวต่าวชาติไม่ชอบให้ทำเรื่องส่วนตัวเวลางาน ผมไม่เคยได้เข้าเรียนเลย ปกติจะซื้อตำราจากสำนักพิมพ์มาอ่านเพราะราคาถูกกว่าชีทหน้ารามมาก ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ เล่มนึงก็ประมาณ 50-70 บาท ผมไม่ได้เรียนเพื่อจะสอบให้ผ่านเท่านั้น แต่อ่านเพื่อต้องการความรู้จริงๆ ถ้าวันไหนมีสอบ พอเลิกงานผมก็รีบขึ้นรถโดยสารจากพัทยามารามฯทันที ระยะทาง 120 กิโลเมตร มาสายแค่ 5 นาทีก็ไม่ได้เข้าห้องสอบแล้ว เสียค่ารถฟรีๆวันนึงสามร้อยกว่าบาท เงินเดือนแค่ 7,500 บาทเอง ถ้าวันไหนมีสอบบ่ายจะเป็นวันที่ทรมานที่สุดเพราะต้องอดนอนข้ามวันข้ามคืน สมองล้ามากๆ พอสอบเสร็จก็ต้องรีบนั่งรถกลับมาทำงานต่อ ถ้ามาช้าก็โดนหักเงินเดือนอีก สุดท้ายผมโดนไล่ออกจากงานเพราะเอาหนังสือมาอ่าน ชาวต่างชาติเขาต้องการยามมืออาชีพที่รักษาความปลอดภัยไม่ใช่มานั่งอ่านหนังสือ ท้อมากครับเหนื่อยจนร้องไห้ พยายามบอกตัวเองว่าโชคชะตากำลังพิสูจน์ตัวเราอยู่ "จะเป็นผู้นำที่ดีได้ ต้องเป็นผู้ตามที่ดีมาก่อน คือเรียนรู้จากจุดที่ต่ำที่สุดมาก่อน" เวลาท้อมองคนที่เขาลำบากกว่า ผมเห็นยายแก่ๆเดินคุ้ยถังขยะมาขายประทังชีวิต ชีวิตเขาลำบากกว่าเรามาก ผมเชื่อเรื่องบาปบุญเพราะบวชมาตั้งแต่เด็กใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามาตลอด พยายามทำแต่กรรมดีเพื่อให้สุขภาพจิตดีขึ้นและต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ใจ หลังจากโดนไล่ออกจากยามผมก็ไม่ได้ไปสอบที่รามฯอีกเลย 1 ปีเต็มๆที่ขาดสอบ หลังจากนั้นผมก็ไปทำงานอื่นอีกหลายที่ เช่น ผู้ช่วยทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาล ผู้ช่วยฝ่ายบุคคล คนงานทั่วไปของเทศบาล จนกระทั่งผมเรียนจบในภาค 1/56 ทันทีที่ผมจบก็มุ่งสอบหางานนิติกรตามสถานที่ราชการต่างๆเพราะมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์จะได้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น ปัจจุบันผมทำงานเป็นนิติกร โครงการจัดทำแบบกฎหมายและวิเคราะห์แบบกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่คนที่ไม่มีโอกาส เพียงหน่วยกิตละ 25 บาท สามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ เป็นดังคำว่า "เปลวเทียวให้แสง รามคำแหงให้ทาง" จริงๆ

อาณัติ มานพ
นิติศาสตร์บัณฑิต รุ่น 40